“ฉันชอบดำน้ำ”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ทุกคนคิดถึงภาพอะไรกันคะ?


สำหรับเราคงเป็นภาพนักประดาน้ำเท่ ๆ เหมือนในสารคดีโลกใต้น้ำที่เคยดู

วัยเด็กของเราถูกใช้ไปที่บ้านคุณตาคุณยายซึ่งอยู่ห่างจากทะเลเพียงไม่กี่กิโล สัมผัสเหนียวๆ จากลมทะเลจึงเป็นสิ่งที่คุ้นชินและทำให้หวนนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ปั่นจักรยาน ก่อกองทราย ทำอาหารไปนั่งทาน กลิ่นเค็มๆ และเสียงหัวเราะ ชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ถึงกระนั้นเราก็ไม่เคยมีโอกาสเรียนดำน้ำลึกแบบเท่ ๆ เหมือนในทีวีเลยสักครั้ง

ดังนั้นหลังจากเรียนจบมัธยมและประสบความสำเร็จจากสงครามแก่งแย่งที่นั่งในมหาลัย เราก็ได้ตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นที่จะไปเรียนดำน้ำที่เกาะเต่า ซึ่งเป็นสถานที่แรกๆ ที่ขึ้นมาเวลารีเสิชถึงกิจกรรมนี้


ในตอนนั้นนอกจากความสนใจและความรักในทะเลแล้ว เราก็ไม่ได้หาข้อมูลอื่นใดอีกเลยค่ะ…
เรียกว่าไปด้วยใจและเชื่อมั่นในสิ่งที่โรงเรียนสอนดำน้ำจัดหาให้อย่างสุดตัว

เว็บไซต์ PADI อธิบายกีฬาชนิดนี้ว่าเป็นกีฬาที่ใช้การหายใจเอาอากาศจากถังบรรจุก๊าซ
ภายในถังบรรจุก๊าซนั้นจะมีสัดส่วนของก๊าซแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป โดยหลักๆแล้วจะบรรจุก๊าซ ไนโตรเจนและออกซิเจน หรือ ก๊าซไนตรอกซ์ โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงความลึก สถานที่
คำว่า Scuba เป็นคำย่อมาจาก Self-Contained Underwater Breathing Apparatus (อุปกรณ์หายใจใต้น้ำแบบควบคุมด้วยตนเอง) จากชื่อแล้วก็พอจะอนุมานได้ว่าหัวใจหลักของการดำน้ำแบบนี้ก็คือเจ้าถังออกซิเจนนี่แหละค่ะ


ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำน้ำลึกรูปแบบนี้ต้องมีการฝึกฝนและได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะถึงแม้ในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถดำน้ำลึกอย่างปลอดภัยขึ้นมากแล้ว แต่การดำน้ำในรูปแบบนี้ก็ยังมีความเสี่ยงและข้อห้ามอยู่บ้าง

การดำน้ำแบบ Scuba นี้มีข้อดีหลักๆ คือเราสามารถที่จะหายใจใต้น้ำได้เป็นเวลานาน ลงไปได้ลึกถึงสิบเมตร โดยไม่จำเป็นจะต้องมีความสามารถในการว่ายน้ำแบบเก่งกาจอะไร คุณครูถึงกับเคลมว่าต่อให้ว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถที่จะดำน้ำโดยใช้ถังออกซิเจนนี้ได้ (ต่างกับการดำน้ำแบบอื่น เช่น Free-diving ซึ่งอาศัยทักษะมากพอสมควร โดยการที่จะดำน้ำลึกระดับสิบเมตรขึ้นไปต้องผ่านการฝึกฝนไม่น้อยเลย)

เมื่อหาข้อมูล จองโรงเรียนแล้วเรา ก็เหลือเพียงแค่การเดินทางไปให้ถึงเกาะอย่างปลอดภัย โดยปกติแล้วก็คงไม่ได้น่ากังวลอะไรมากมาย แต่ในตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เราเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยตัวคนเดียว แถมยังไม่ใช่การเดินทางโดยใช้เครื่องบิน ระหว่างทางจึงมีความทุลักทุเลเล็กน้อย ขึ้นเรือไม่ทันบ้าง ลงเรือผิดท่า ทำตั๋วหายบ้าง (ดูแล้วความยากคือการจัดการตัวเองของเราค่ะ -.-)

แต่ในท้ายที่สุดเราก็ถึงเกาะเต่าอย่างปลอดภัย เราคำนวณเวลาในการมาเกาะครั้งนี้ค่อนข้างพอดี การเรียน Scuba ปกติจะใช้เวลาประมาณสามวัน วันแรกเป็นการเรียนพื้นฐานและลองใช้ถังออกซิเจนในสระน้ำไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เราเลยฝันหวานว่าจะไปนวด นั่งชิวริมทะเล พักผ่อนให้อิ่มเอมใจ ก่อนที่จะตื่นมาลงสนามจริงในวันรุ่งขึ้น

แต่ฝันนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องดับสลายไป เพราะหนึ่งในข้อห้ามของการดำน้ำรูปแบบนี้คือ “ห้ามนวด”
เหมือนหัวใจดวงน้อยที่ยอมกลั้นใจอดทนรอนับวันเพื่อที่จะมานวดแผนไทยรับลมทะเลริมหาดที่เกาะได้แตกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี ความปวดร้าวของคอบ่าไหล่เริ่มประท้วงหลังได้รับรู้ว่าจะต้องอดทนไปอีกอย่างน้อยสามวันหลังวันสุดท้ายที่ดำน้ำโดยใช้ถังออกซิเจน (ใจจะขาดแท้ โทษใครไม่ได้เล้ยยยย)

Certificate ที่มีเปิดสอนในเกาะเต่าหลักๆ จะมี PADI และ SSI ทั้งสองคือองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก ความต่างที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นเรื่องราคา แต่วิธีในการดำน้ำค่อนข้างเป็นสากล เทคนิคในการดำก็ขึ้นอยู่กับครู ส่วนกฎในการท่องทะเลก็ต่างกันไปตามสถานที่ดำน้ำที่เราเลือกไปเยือน

ครั้งแรกสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาว่ายนำ้แบบเรา สกิลงูๆปลาๆ ที่เพียงแค่กลั้นหายใจและว่ายไปหน้าถอยหลังได้เท่านั้น การดำน้ำรูปแบบนี้ก็ยังถือว่าง่ายมากทีเดียว 

สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดคงเป็น “สติ” 

การที่เราต้องลงไปในทะเลลึกยากจะคาดเดา สติสำคัญที่สุด ในตอนแรกเราเองก็นึกภาพไม่ออกแต่เมื่อลงไปในน้ำที่ลึกระดับนั้นแล้วการที่เราจะเผลอลืมขั้นตอน ลืมนับเวลา(ลงน้ำสำหรับ Scuba diving เรื่องเวลาสำคัญมากๆ หากคลาดเคลื่อนอาจจะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันจนเข้าสภาวะช็อกได้) น่าจะเป็นความท้าทายขั้นสุด โชคดีที่การเรียนครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี
อีกหนึ่งความบังเอิญที่โชคดีของเราคือการได้เจอเพื่อนวัยเดียวกันที่เพิ่งจะจบมัธยมและแบกร่างมาเรียนดำน้ำคนเดียวไกลถึงเกาะเต่าเหมือนกัน (วัยรุ่นเลือดร้อนคงจะไม่เกินจริง) เลยคลายความกังวลไปได้มาก ถึงแม้จะไม่ได้ติดต่อกันอีกแต่ในวันที่เด็กหลงทางจับต้นชนปลายไม่ถูก กำลังจะต้องเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนไปสู่ชีวิตมหาลัยที่คิดยังไงก็เดาไม่ออก มีคนให้พูดคุยแลกเปลี่ยน ทำให้ได้รับรู้ว่าเราทุกคนก็ไม่รู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า ทำให้เบาใจไปได้มากทีเดียว 🙂

จะว่าไปแล้ว Bucket list สถานที่ดำน้ำของเราก็ยังเหลืออีกมาก (มาก ๆ) เห็นทีจะต้องหาเวลาไปแล้วล่ะ

P.S. ในตอนที่นั่งชมวิวบนดาดฟ้าเรือของบริษัทเดินเรือชื่อดังบริษัทหนึ่ง ลมตีหน้า พระอาทิตย์ขึ้น รับกับกลิ่นเค็ม และเสียงร้องคำรามของเครื่องยนต์ เราได้สัมผัสความรู้สึกที่หลายๆ คนบรรยายว่า “ชีวิตก็แค่นี้” อีกครั้ง — เป็นหนึ่งในภาพที่จะตรึงอยู่ในความทรงจำไปอีกแสนนาน